ธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำ

ธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำ: เมื่อประชาชนเดิน 69 กิโลเมตรเพื่อส่งเสียงถึงรัฐบาลให้เร่งแก้วิกฤตสารพิษข้ามพรมแดน การเฉลิมฉลองวันสิ่งแวดล้อมโลกที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ประชาชนจากลุ่มน้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน และภาคีเครือข่ายผู้รักสายน้ำจากทั่วประเทศและนานาชาติ ใช้เวลาหลายวันก่อนหน้าเดินเท้ากว่า 69 กิโลเมตร จากสะพานท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ สู่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งสารสำคัญถึงรัฐบาลไทยว่า วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนที่กำลังเกิดขึ้นในแม่น้ำสายสำคัญของภาคเหนือ ไม่อาจถูกปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปได้อีก “ธรรมยาตราเพื่อปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 พฤษภาคม – 5 มิถุนายน 2569 โดยเครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำ คณะสงฆ์ สามเณร และภาคประชาสังคม เพื่อสื่อสารถึงผลกระทบที่ชุมชนกำลังเผชิญจากปัญหาการปนเปื้อนของสารโลหะหนักในแม่น้ำ และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง มูลนิธิเพื่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (FNRE) ขอร่วมสนับสนุนและแสดงความชื่นชมต่อพลังของประชาชนที่ลุกขึ้นมาปกป้องแม่น้ำซึ่งเป็นแหล่งชีวิตของผู้คนจำนวนมากในภาคเหนือและลุ่มน้ำโขง แม่น้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนกำลังเผชิญความเสี่ยง ตลอดช่วงเวลากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมา ชุมชนริมแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน ต่างเผชิญความกังวลต่อสถานการณ์การปนเปื้อนของสารโลหะหนักที่เชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่บริเวณต้นน้ำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา แม่น้ำเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเส้นทางน้ำที่ไหลผ่านพื้นที่ชายแดน แต่เป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แหล่งอาหาร แหล่งประกอบอาชีพ และเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมาก เมื่อเกิดความกังวลเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารพิษ ผลกระทบจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเรื่องคุณภาพน้ำ หากยังส่งผลต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค การทำประมง การเกษตร การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจฐานรากของชุมชนในวงกว้าง สำหรับประชาชนจำนวนมาก วิกฤตนี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของความมั่นคงด้านสุขภาพ อาหาร และอนาคตของชุมชนริมแม่น้ำ จากความกังวลสู่การเคลื่อนไหวอย่างสันติ ธรรมยาตราครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ที่ผสานหลักธรรมทางพุทธศาสนาเข้ากับการปกป้องสิ่งแวดล้อม โดยผู้เข้าร่วมได้เดินผ่านชุมชนต่าง ๆ ตลอดเส้นทางจากเชียงใหม่สู่เชียงราย ระหว่างทางมีการจัดเวทีพูดคุย รับฟังเสียงของประชาชน แลกเปลี่ยนข้อมูลผลกระทบ และสะท้อนข้อกังวลของชุมชนต่ออนาคตของแม่น้ำ การเดินธรรมยาตราไม่ใช่เพียงกิจกรรมรณรงค์ แต่เป็นกระบวนการสร้างพื้นที่สาธารณะให้ผู้คนได้ร่วมกันตั้งคำถามต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและความรับผิดชอบของรัฐต่อวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้น ในช่วงพิธีเปิดกิจกรรม ตัวแทนเครือข่ายได้ย้ำว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง หากเป็นเรื่องของประชาชนทั้งลุ่มน้ำโขงที่ต้องร่วมกันปกป้องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งเป็นสมบัติร่วมของสังคม เสียงจากประชาชนถึงรัฐบาลไทย หลังสิ้นสุดการเดินธรรมยาตราในวันสิ่งแวดล้อมโลก เครือข่ายประชาชนได้ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อภาครัฐ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็น “วาระแห่งชาติ” ข้อเสนอเร่งด่วนที่เครือข่ายเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการทันที ประกอบด้วย

  • การแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมระดับชาติที่มีตัวแทนจากภาครัฐ นักวิชาการ และภาคประชาชน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน
  • การเปิดการเจรจากับรัฐบาลเมียนมา รัฐบาลจีน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ
  • การจัดการห่วงโซ่อุปทานแร่และยุติการสนับสนุนกิจกรรมที่อาจเชื่อมโยงกับการก่อมลพิษข้ามพรมแดน

นอกจากนั้น เครือข่ายยังเสนอแนวทางระยะยาว ทั้งการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน การติดตามการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม การจัดตั้งศูนย์ตรวจวิเคราะห์สารโลหะหนัก การพัฒนาฐานข้อมูลสาธารณะ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้น ข้อเสนอเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าภาคประชาชนไม่ได้เพียงเรียกร้องให้รัฐรับรู้ปัญหา แต่ได้ร่วมกันพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อรองรับการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ มลพิษข้ามพรมแดนต้องการความร่วมมือข้ามพรมแดน อีกประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาในกิจกรรม คือความจำเป็นของความร่วมมือระหว่างประเทศ เนื่องจากต้นตอของปัญหาถูกตั้งข้อสังเกตว่าเกี่ยวข้องกับกิจกรรมเหมืองแร่ในพื้นที่นอกเขตแดนไทย การแก้ไขปัญหาจึงไม่สามารถอาศัยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียวได้ เครือข่ายประชาชนได้ส่งสารถึงรัฐบาลจีน โดยเรียกร้องให้มีการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่ การกำกับดูแลนักลงทุนและห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง และการเปิดเผยข้อมูลต่อประชาชนในประเทศปลายน้ำที่ได้รับผลกระทบ ข้อเรียกร้องดังกล่าวสะท้อนหลักการสำคัญที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลว่า ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทาน ถึงเวลาที่รัฐต้องรับฟังและลงมือทำ มูลนิธิเพื่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเห็นว่า การเดินธรรมยาตราครั้งนี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ หากเป็นการสะท้อนความห่วงกังวลอย่างลึกซึ้งของประชาชนที่กำลังเผชิญความไม่แน่นอนเกี่ยวกับคุณภาพน้ำ สุขภาพ และอนาคตของชุมชน เมื่อประชาชนใช้เวลาหกวันเดินเท้ากว่า 69 กิโลเมตรเพื่อส่งเสียงถึงผู้มีอำนาจ เสียงเหล่านั้นควรได้รับการรับฟังอย่างจริงจัง เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเร่งดำเนินการตามข้อเสนอของภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในด้านการจัดตั้งกลไกแก้ไขปัญหาระดับชาติ การดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ และการคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ แม่น้ำกก สาย รวก โขง และสาละวิน ไม่ใช่เพียงสายน้ำที่ไหลผ่านพรมแดน แต่เป็นสายเลือดของผู้คน ระบบนิเวศ และอนาคตร่วมกันของภูมิภาค การปกป้องแม่น้ำเหล่านี้จึงเป็นภารกิจร่วมกันของรัฐ ภาคประชาชน และทุกภาคส่วนในสังคม

--------

Message us